Make your own free website on Tripod.com

เรื่องของศาลพระภูมิ

ส่วนฤกษ์ที่ห้ามยกศาลโดยเด็ดขาด คือ

ถ้าเป็นวันดีตามโบราณจะเป็นวันที่ตรงกับข้างขึ้นหรือข้างแรม ๒, ๔, ๖, ๙, ๑๑ ค่ำ ส่วนวันเดือนที่ห้ามยกศาลมีวันพฤหัสบดี วันเสาร์เดือน ๑, ๕, ๙ วันพุธ วันศุกร์เดือน ๒, ๖, ๑๐ วันอังคารเดือน ๓, ๗, ๑๑ และวันจันทร์เดือน ๔, ๘, ๑๒
เมื่อหาฤกษ์งามยามดีแล้ว จึงหาที่ตั้งศาลตามตำรากล่าวว่าต้องเป็นที่ที่สะอาด เงาบ้านไม่ควรทับศาล และเงาศาลไม่ควรทับบ้านเช่นกัน เพราะจะเป็นการหมิ่นพระภูมิ ถือเป็นอัปมงคล และห้ามหันหน้าเจว็ดตรงทางเข้าบ้าน เพราะถือว่าเป็นการเหยียบศรีษะพระภูมิท่าน บริเวณที่ดินที่จะใช้ตั้งศาล ควรมีความกว้างยาวเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ๔ x ๔ ยกพื้นให้เหนือพื้นดินประมาณ ๑ คืบ ให้มีพื้นที่พอเดินรอบศาลได้
ศาลพระภูมิผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ ราชตระกูล หันหน้าศาลไปทางทิศเหนือ
ศาลพระภูมินา ทุ่งลาน หันหน้าศาลไปทางทิศตะวันตก
ศาลพระภูมิบ้านคหบดี เศรษฐี พ่อค้า หันหน้าไปทางทิศใต้
ศาลพระภูมิวัด ปูชนียวัตถุ สาธารณสถาน หันหน้าศาลไปทางทิศตะวันออก
สำหรับคนธรรมดาสามัญในตำราไม่ได้กล่าวไว้ แต่ผู้ทำพิธีนิยมหันหน้าศาลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือหรือทิศตะวันออกเฉียงใต้
ตัวศาลพระภูมินั้นไม่มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นสีใดหรือขนาดเท่าใด ส่วนใหญ่จะนิยมใช้สีประจำวันเกิดของเจ้าที่ ลักษณะและรูปแบบของศาลพระภูมิจะสะท้อนให้เห็นวิวัฒนาการของบ้านเรือนและอาคารสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ตามยุคสมัยและความเจริญของบ้านเมืองอย่างเช่นบ้านในสมัยโบราณ สร้างเป็นเรือนไม้ทรงไทย ศาลพระภูมิก็จะมีรูปแบบเป็นทรงไทยไม้หลังน้อย ๆ เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันเราจึงเห็นรูปแบบของศาลพระภูมิที่ดูแปลกตาตามยุค บางแห่งสร้างขึ้นจากการย่อส่วนของสถานที่จริง เพื่อให้เข้ากับอาคารที่มีอยู่
ส่วน "เจว็ด" (บางทีอาจเรียกว่า "ตระเว็ด" หรือ "เตว็ด" ก็มี) หรือตัวองค์พระภูมิ ถือเสมือนตัวแทน "เทวดา" หรือ "เจ้าที่" นาม "พระชัยมงคล" เดิมจะเป็นภาพเทวดาบนแผ่นไม้รูปวงรีมีฐานตั้งปัจจุบันเจว็ดประจำศาลมักจะใช้เป็นรูปหล่อทองเหลือง ดูเปล่งปลั่งคล้ายทอง ในหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ หัตถ์ซ้ายถือถุงเงิน เชื่อว่าท่านจะคอยประทานเงินให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่ เดิมหัตถ์ซ้ายของเทวดาจะถือสมุด (หนังสือ) ซึ่งคนในสมัยก่อนน่าจะตระหนักว่าความรู้สำคัญกว่าเงินทองเพราะหนังสือก่อให้เกิดความรู้สติปัญญา เพื่อใช้เลี้ยงชีพต่อไปภายภาคหน้า
นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้คือ ข้าบริวารรับใช้ของพระภูมิ ๑ คู่ เป็นตุ๊กตา มีทั้งปูนพลาสเตอร์ปั้นและพลาสติก ตัวละครหุ่นปั้นชาย-หญิง ๑ คู่ ช้างปั้น ม้าปั้น ส่วนเครื่องประกอบของศาลประกอบด้วย แจกันดอกไม้ ๑ คู่ กระถางธูป ๑ ใบ ผ้าเหลืองผูกเจว็ด ๑ ผืน ม่านประดับศาล ๔ ผืน ผ้าห้อยหน้าศาล ๑ ผืน เทียนเงินเทียนทองอย่างละ ๑ เล่ม ธูปเงินธูปทอง อย่างละ ๒ ดอก
ในวันทำพิธีตั้งศาล เจ้าบ้านตระเตรียมเครื่องสักการะและสังเวยพระภูมิชุดใหญ่ ตั้งบนโต๊ะพิธีต่อจากนั้นผู้ทำพิธีหรือพรามหมณ์จะทำพิธีร่ายคาถาทำน้ำมนต์ไหว้ครู อัญเชิญเทวดาให้มาสิงสถิตที่เจว็ด ก่อนนำเสาศาลมาฝังลงดินเพื่อให้ทำมาค้าขึ้นก้าวหน้าร่ำรวย จะมีการนำน้ำมนต์ธรณีสารมารดบริเวณหลุม ช่วยไล่ภูติผีและสิ่งชั่วร้ายให้หมดไป จึงฝังสิ่งมงคลทั้งหลายลงไปด้วย เช่น ทองคำ เงิน เหล็ก แก้วมณี เป็นต้น รวมทั้งแผ่นทองคำ ซึ่งจารดวงชะตาของเจ้าของบ้าน ดวงชะตาพระภูมิ และยันต์จัตตุโร เจิมด้วยแป้งหอมน้ำมันหอม โรยทับตามด้วยดอกไม้ชื่อเป็นมงคลปนกับเหรียญบาทเหรียญสตางค์ จากนั้นจึงโบกปูนปิดทับตั้งเสาศาลคร่อมรอยปูนนี้ ให้ความสูงของปลายเสาอยู่ระดับเพียงตาจึงยกระดับศาลพระภูมิขึ้นบนเสาไม่ให้เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าเป็นสมัยก่อนจะนำเสาของศาลนั้นปักลงหลุมที่ทำพิธี
หลังจากอัญเชิญเจว็ดมาสถิตที่ศาล โดยห้ามมิให้เอียงด้านใดด้านหนึ่ง พราหมณ์ผู้ทำพิธีจะมีการเจิมศาลและพรมน้ำอบที่ตัวศาล จากนั้นจึงจัดแจกันดอกไม้ กระถางธูป ข้ารับใช้พระภูมิ ละครรำ ช้างม้า เครื่องเซ่นบูชา พวงมาลัย ผ้าแพรผ้าสีผูกประดับที่เสา บูชาเครื่องเซ่น เป็นอันเสร็จพิธีตั้งศาล
ส่วนการเซ่นสังเวยพระภูมิหลังจากวันทำพิธีแล้ว นิยมทำกันในหลายโอกาสพร้อมกับงานมงคลอื่น ๆ เช่น งานขึ้นปีใหม่ งานทำบุญบ้าน งานแต่งงาน งานบวช บางคนอาจบูชาทุกวัน โดยการถวายนั้น ตามตำราพรหมชาติกล่าวว่า ต้องกล่าวชื่อพระภูมิซึ่งก็คือ "พระชัยมงคล" ให้ถูกต้องต้องสังเวยอาหารคาวหวานให้ถูกต้องในเวลาก่อนเที่ยงวัน และต้องออกชื่อคนใช้ของพระภูมิคนใดคนหนึ่ง (นายจันทิศ นายจันถี และจ่าสพพระเชิงเรือน) เป็นคนนำไปถวายบูชาพระภูมิอีกทอดหนึ่งโดยเครื่องสังเวยดูตามเดือนดังนี้
เดือน ๕, ๖, ๗,  บูชาด้วยอาหารตามมีตามกินตามพื้นบ้าน เดือน ๘, ๙, ๑๐ บูชาด้วยเนื้อพล่า ปลายำ เดือน ๑๑, ๑๒, ๑ บูชาด้วยเนื้อดิบสด ๆ และเดือน ๒, ๓, ๔ บูชาด้วยผลหมากรากไม้
เมื่อเสร็จจากการเซ่นบูชาแล้ว ควรลาเครื่องสังเวยหลังจากธูปหมดก้านแล้ว แบ่งอาหารคาวหวานเป็นที่เล็ก ๆ วางไว้โคนเสา เพื่อเซ่นแก่คนใช้ของพระภูมิและผีไม่มีญาติ
จะว่าไปแล้วศาลพระภูมิถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ อย่างน้อยคนรุ่นหลังจะได้สัมผัสความคิดความรู้สึกของคนสมัยก่อนจากสิ่งนี้ ว่ามีความละเอียดอ่อนในจิตใจต่างกับคนรุ่นหลังอย่างไร
บนความเจริญทางวัตถุนิยมของมนุษย์ พระภูมิเจ้าที่ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คู่กับความเชื่อของคนไทยอีกตราบนาน ไม่ได้จางไปเช่นเดียวกับกลิ่นธูปและควันเทียนที่ขจายไปตามสายลม ยังมีความเชื่ออีกหลายหลากที่เกิดจากความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น หรือความเร้นลับในบางสิ่งที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยระบบเหตุผลหรือด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าบางครั้งความเชื่อในบางเรื่องหรือบางสิ่งบางอย่าง จะดูขัดกับความรู้สึกของเราบ้าง แต่อย่างน้อยวัตถุบางสิ่ง เช่น ศาลพระภูมิ หรือความเชื่อในบางสิ่ง ก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้การดำเนินชีวิตของเราเป็นไปตามครรลองอันดีงาม.
1. เก้าอี้และโต๊ะประกอบพิธี ขนาดพอวางเครื่องสังเวยได้ และผ้าขาวปูโต๊ะ
2. ผ้าขาวสำหรับผู้ทำพิธี ๑ ผืน และห่มสไบเฉียงทับเสื้ออีก ๑ ผืน
3. ร่มกระดาษ ๑ คัน
4. พานเชิงสำหรับวางเจว็ด
5. ขันน้ำมนต์ ๑ ใบ นิยมใช้ขันสำริดเพื่อความขลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น
6. ใบไม้ชื่อเป็นมงคลใส่ในขันน้ำมนต์ ได้แก่ ใบเงิน ใบนาค ใบชัยพฤษ์ ใบทับทิม ใบมะยม หญ้าคา
7. แป้งกระแจะและน้ำมันหอม พร้อมถ้วยสำหรับผสมแป้งเจิม
8. เทียนทำน้ำมนต์ ทำมาจากขี้ผึ้ง ๑ บาท ไส้ ๑๒ เส้น
9. ธูปเทียนรายประจำทิศทั้งแปด รวม ๘ เล่ม แต่ละเล่มทำมาจากขี้ผึ้ง ๑ บาท
10. ธูปเทียนสำหรับพราหมณ์ผู้ทำพิธีและเจ้าบ้านใช้บูชาพระภูมิ
11. ดอกไม้สี ๑ กระถาง
12. ข้าวตอก ๑ กระทง
13. ถั่วและงาคั่วรวมกัน ๑ กระทง
14. ถั่วดิบ งาดิบ อย่างละ ๑ กระทง
15. บายศรีปากชาม ๑ ที่ ใส่ไข่ต้มที่ยอด ๑ ฟอง วางรายรอบอีก ๑ ฟอง
16. กล้วยน้ำว้า ๑ หวี
17. มะพร้าวอ่อน ๑ ผล
18. ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว แกงบวดฟักทองหรือมันเทศอย่างละ ๑ กระทง
19. ข้าวทิพย์ (ข้าวรำ) ๘ ก้อน
20. เป็ด ไก่ ปูทะเลปลาช่อน อย่างละ ๑ ตัว พร้อมน้ำจิ้มซึ่ง ทำด้วยมะนาวสด เกลือป่น พริกตำละเอียดไม่ใช้ของอื่นปน
21. หัวหมูเครื่องครบ (มีหัว หาง และตีน) ๑ หัว
22. อ้อยควั่นประดับดอกไม้ ๑ จาน
23. น้ำชา ๑ ถ้วย
24. หมากพลู บุหรี่ อย่างละ ๑ จาน
25. เนยและนมข้น อย่างละ ๑ กระทง
* ของเซ่นสังเวยอาจเพิ่มได้อีกตามความพอใจของเจ้าของบ้าน เช่น ของคาว หรือผลไม้ตามฤดูกาล
ข้อมูล จาก หนังสือ ออร่า