Make your own free website on Tripod.com

ชีวิตนอกตำราเศรษฐศาสตร์
พระเครื่องฉบับ ดร.โกร่ง

wpe4A.jpg (4708 bytes)

 

ด๊อกเตอร์นักเศรษฐศาสตร์ถอดสูทมาเล่าเรื่องมันๆ อีกด้านของชีวิต ที่ไม่มีตัวเลข

 

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ชื่อนี้คนรู้จักดี ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรี เป็นนักเศรษฐศาสตร์ พูดอะไรแต่ละครั้ง เป็นข่าว

และคนเกือบทั่วประเทศต้องตะแคงหูฟัง

 

ขณะปัจจุบันนั่งอยู่ที่ห้องทำงาน บริษัท แอดวานซ์ อะโกร และเป็นประธานบริษัท ทางด่วนกรุงเทพฯ อีกหลายธุรกิจ

ตำแหน่งไม่เป็นทางการ “โหรสมัครเล่น” !!

 

วันนี้เขาบอกว่าไม่อยากพูดเรื่อง เศรษฐกิจเมืองไทยเสียแล้ว แอบเดินเลี่ยงๆ ไปเตร็ดเตร่แถวท่าพระจันทร์

เฉียดไหล่เซียนพระเครื่องระดับปรมาจารย์ของเมืองไทยหลายคน ล่าสุด แอบเก็บดีกรีด๊อกเตอร์ไว้ที่บ้านไปนั่งเป็นนักเรียนน้อยเรียนวิชาดูพระเครื่องจนจบหลักสูตร

เดินออกจากห้องเรียนดูพระ ได้นั่งเป็นที่ปรึกษาสถาบันโบราณศิลป์ ซึ่งเป็นสถาบันชุมนุมเซียนพระของเมืองไทยอีกหนึ่งตำแหน่ง

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยไปนั่งจิบกาแฟเรียนวิชาโหราศาสตร์กับชั้นครูเมืองไทย!!

อยากรู้ว่า นักเศรษฐศาสตร์กับเซียนพระเครื่องคุยกันรู้เรื่องได้อย่างไรต้องอ่านบรรทัดต่อไป

* * * * * *

(หัวเราะ)

“คือผมเป็นคนแปลกอยู่อย่างผมชอบหาเรื่องทำอะไรที่เบาๆ แล้วก็ได้ประโยชน์ ผมทำงานทางธุรกิจเป็นประธานบริษัท หรือแม้แต่ตอนเรียนหนังสือผมมักจะอ่านหนังสือนอกเรื่องของตัว เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม แล้วก็ขอบซอกแซก อยากรู้อยากเห็นเรื่องต่างๆ มีอยู่ช่วงหนึ่งผมไปเรียนโหราศาสตร์กับ อาจารย์เทพ สาริกบุตร คนก็ไถ่ถามกันใหญ่ว่าทำไมไปเรียนโหราศาสตร์

จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม โหราศาสตร์ มีความสำคัญในสังคมไทย คนที่ไม่เชื่อก็ยังแอบไปดูหมอ (หัวเราะ) ไปเจอกันที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง ผมไปที่นั่น ไปดูให้รู้ว่าเขาเรียนกันยังไง เขาดูดาวกันยังไง”

“โหราศาสตร์ แบ่งเป็น 2 ภาค ภาคคำนวณ กับภาคพยากรณ์ ภาคคำนวณนั้นง่าย เป็นวิทยาศาสตร์ ก็ดูว่าดวงดาวโคจรยังไง ส่วนภาคพยากรณ์ น่ะยาก เราเรียนเองไม่ได้ ต้องไปเรียนไปถามท่านผู้รู้ต่างๆ”

“เรียน อยู่ 4 – 5 ปี ทุกวันเสาร์ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2525 ผมก็มีความเบิกบานใจ เพราะได้ทำงานอดิเรกชนิดหนึ่ง เป็นงานอดิเรกแบบใช้สมองด้วย ผมเข้าใจ แต่ดูไม่เก่ง แต่ว่าโหรคนไหนพยากรณ์ออกมา ผมรู้แล้ว”

“มันไม่มีหลักสูตรประกาศนียบัตร เรียนกันแบบโบราณ คุยไปจิบกาแฟไป กินข้าวไป แล้วก็ถ่ายทอดทีละเล็กละน้อยไม่มีเล็กเชอร์ ไปเรียนโหราศาสตร์ก็ได้พบหมอดู พบโหร โหรจริง โหนต่องแต่ง (หัวเราะ) อะไรเยอะแยะไปหมด ก็คุยกันเรื่องดวงดาว ก็เพลิดเพลินดี ผิดบ้างถูกบ้าง แม่นบ้างไม่แม่นบ้าง พอเกิดเหตุการณ์จริงไม่ถูกคนจะลืม แต่พอถูกคนจะจำ จะจำได้แต่ส่วนที่แม่น อันนี้แปลก ที่ลงหนังสือพิมพ์ก็เหมือนกัน”

จากโรงเรียนโหราศาสตร์ ความสนใจเรื่องใหม่ๆ ผ่านเข้ามาอีกเป็นระลอก เรื่องของเก่า ของโบราณ

และสุดท้าย พระเครื่อง

“ตอนหลังนี้ผมก็ได้ข่าวว่ามันมีนิทรรศการประกวดพระเครื่อง เขามีข่าวว่าสมเด็จวัดระฆัง วัดบางขุนพรหม ราคาเป็นล้าน ผมก็อยากดูว่ามันจริงหรือไม่ ก็เจอคนนั้นคนนี้เข้ามาทักทาย ดูกันไปกันมา แล้วเราเข้าไปดูเข้าไปค้นหนังสือพระ ดูบนหิ้งพระว่าผมมีพระอะไรบ้าง แล้วก็หาหนังสือพระมาอ่าน ก็รู้สึกว่าในโลกนี้มีอีกโลกหนึ่ง พวกที่เล่นพระเครื่องก็ไม่สนใจเศรษฐกิจ ไม่สนใจเรื่องการเมือง เขาคุยกันแต่เรื่องพระเครื่อง”

ตลาดท่าพระจันทร์ และที่อื่นๆ ในกรุงเทพฯก็ได้สมาชิกใหม่ชื่อ ดร.โกร่ง

“ตลาดพระเครื่องที่ใหญ่ที่สุดก็คือตลาดท่าพระจันทร์ มีคนเล่าให้ผมฟังว่าเดือนๆ หนึ่งเงินสะพัดที่ตลาดนี้ถึง 10 ล้าน ผมก็แปลกใจว่า วัสดุเป็นปูนบ้าง เป็นดินเผาบ้าง ชิ้นเล็กๆ นี่ทำไมราคาถึงได้เป็นล้าน เข้าไปในวงการ ก็ปรากฏว่าเป็นเรื่องจริง ประเทศที่คนนับถือพุทธศาสนา นิกายเถรวาทก็ดี นิกายมหายานก็ดีก็ไม่มีประชาชนที่ไหนเลยที่ประชาชนเล่นพระเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น ลาว พม่า ศรีลังกา มีกัมพูชานิดหน่อยก็ไม่มากเหมือนอย่างประเทศของเรา”

“ส่วนมาก คนที่ประเทศอื่นก็สะสมพระพุทธรูปบูชาเป็นของเก่า ก็มีประเทศเราที่นิยมเล่นพระเครื่องกัน เอามาห้อยคอ เอามาพกเอาไว้ ทีนี้ก็พยายามดูว่าทำไมถึงมีแต่คนไทย แล้วเล่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ไม่ค่อยแน่ชัดว่าห้อยพระเครื่องมาตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างน้อยปลายรัชกาลที่ 4 ก็เริ่มแล้ว”

“แล้วมูลค่าของพระเครื่องก้ถีบตัวสูงขึ้นตามความนิยมหลังจากที่สื่อมวลชนมาทำเผยแพร่มากๆ สื่อมวลชนมีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้เกิด ถ้าถามว่าเป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ต้องบอกว่าไม่ พระอานนท์เคยบอกว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงดับขันธ์ไปแล้ว บอกว่าให้ยึดธรรมะเป็นตัวแทนของพระองค์ท่าน และในช่วงหลังจากที่ปรินิพพานไปแล้ว ก็ทำเครื่องหมายอะไรต่ออะไร มาสร้างพระพุทธรูปทีหลัง แล้วก็สร้างพระพุทธรูปมาจากพวกกรีกที่นิยมสร้างรูปเหมือนเทวดาต่างๆ เหมือนรูปคนที่เป็นคติของผรั่ง จริงๆของโรมันของกรีก”

“แล้วต่อมาการสร้างพระพุทธรูปเล็กๆ เขาสร้างบรรจุเจดีย์ไว้เพื่อสืบต่อ เพราะมีหลายฝ่าย ที่เชื่อว่า พระพุทธศาสนาจะดำรงแค่ 5,000 ปี กึ่งพุทธกาล ก็มีคติว่าสร้างไว้เมื่อสิ้นอายุพระพุทธศาสนา คนรุ่นหลังจะได้รู้ว่า เคยมีศาสนาพุทธอยู่ในโลกนี้

“แต่ตอนหลังกรุแตกยังไม่ถึง 5,000 ปี คนก็เอามาใช้ ก็ร่ำลือ ว่ามีความขลัง อยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยมต่างๆ”

“ความนิยมพระเครื่องไม่ใช่ความเชื่อเองขลังอย่างเดียว เรื่องชลังก็ไม่ใช่อยู่ในพระไตรปิฏก เพราะฉะนั้นมันหลายอย่างเรื่องจิตวิทยา เรื่องกระแสที่สร้างโดยสื่อมวลชน ถือว่าหนังสือพระก็เป็นสื่อชนิดหนึ่ง .. ผมรับเป็นสมาชิกด้วย (หัวเราะ)”

“ในขณะที่ เศรษฐกิจบูมราคาพระก็จะบูมขึ้นตามราคาหุ้นนะครับ ขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ แล้วปรากฏว่าแปลก พระของเราเมื่อมีราคาสูง มีการเก็บสะสม มีการเล่าลือ ในฐานะอะไรก็ไม่ทราบ ก็ปรากฎว่าแพร่กระจายไปถึงที่สิงคโปร์ ที่ฮ่องกง บางทีก็จัดรถทัวร์มาเช่าเหรียญหลวงพ่อคูณ เจอทัวร์สิงคโปร์มา 3 คัน รถบัสใหญ่มานมัสการหลวงพ่อคูณมาเช่าเหรียญ (หัวเราะ)”

“อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกแล้วเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วก็วารสารพระเครื่องที่ฮ่องกง มีการแปลเป็นภาษาจีน ที่ฮ่องกงขายดีมาก คนรับเป็นสมาชิกเยอะมาก แทบจะไม่ได้วางแผงเลย”

“.. ผมไปสิงคโปร์ไปเจอเจ้าของร้านขายเครื่องเล่นพระ คุยถูกคอสนุกสนาน เขาก็ชวนไปหลังร้านมีเยอะแยะมันก็เพลิดเพลินดี”

ลึกลงไปเรื่อยๆ ในวงการพระเครื่อง ดร.โกร่ง ก็คล้ายๆ จะเป็นเซียนโกร่งเข้าไปทุกที

“ต่อมาผมก็อยากรู้ว่าดูพระจริงพระเก๊นี่เขาดูกันอย่างไร ทีนี้ก็เรื่องใหญ่แล้ว เรียนยังไม่มีจบ เป็นเหมือนโหรเลย ไม่มีวันเรียนจบ ก็ยังคุยกับเขาไปเรื่อยๆ ผมก็ยังไม่เก่ง”

ที่สุดก็ตัดสินใจเดินเข้าห้องเรียนดูพระของกลุ่มเซียนพระเครื่อง หลังจากที่อ่านพบว่าในสื่อมีการเปิดอบรมวิธีดูพระสมเด็จในราคาแค่ 2,000 บาท

“จัดโดยสถาบันโบราณศิลป์ แล้วจะมีผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยาย ก็มี เฮียเท้าส์ ท่าพระ บรรยายพระสมเด็จวัดระฆัง และ ต้อย เมืองนนท์ บางคนก็ใช้ฉายา บางคนก็ชื่อจริง เฮียกวง ท่าพระจันทร์ ระดับเซียนชั้นหนึ่งของเมืองไทย แต่ละคนค้าขายพระเครื่อง รวยเป็นร้อยๆล้านไม่ใชสิบล้าน”

“เขาบอกว่าเขาพอแล้วมันไปไม่ได้เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นพระชั้นหนึ่งเบญจภาคี หรือรองเบญจภาคี ราคาตกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง พวกที่ซื้อกักตุนพระไว้หรือเรียกว่าคอร์เนอร์ตลาดพระ ซื้อไว้เยอะเพื่อให้หมดไปจากตลาด เพื่อให้ราคาขึ้น ตอนนี้ลำบาก แบงก์กำลังทวงหนี้”

“เชื่อไหมว่าพระเครื่องที่แท้สวยๆ สามารถเอาไปวางกับแบงก์ได้ เขาให้เท่าไหร่ผมก็ไม่รู้ แบงก์ไหนผมไม่อยากพูด เป็นพวกสาขา หรือว่าการสร้างพระในสมัยเศรษฐกิจเฟื่องฟู เป็นพระเกจิดังๆ ปลุกเสก ต้นทุน 40 – 50 ล้านบาท แบงก์ปล่อยสินเชื่อเลย”

“เพราะว่า พอปลุกเสกเสร็จ อะไรเสร็จ ราคาขึ้นเลย เขากำไรตั้ง 5 – 6 เท่าแบงก์ได้คืนแน่นอน ไม่มีหลักประกันอะไรเลย แต่เดี๋ยวนี้น้อยแล้วเศรษฐกิจอย่างนี้แบงก์ก็ไม่ปล่อยคนสร้างก็ขาดทุน เพราะว่าไม่มีคนจอง”

“พระสวยๆ แพงๆ เขาจะรู้กันในวงการว่าอยู่กับใครบ้าง ไปอยู่คนนั้น ไปฮ่องกง ไปสิงคโปร์แล้ว แล้วที่ไปอยู่ฮ่องกง สิงคโปร์ ไปอยู่กับระดับเศรษฐีไม่ใช่คนธรรมดา ดาราหนัง เถ้าแก่ใหญ่ ก็เป็นสิ่งเหลือเชื่อ”

“พระเครื่องชิ้นเล็กๆ มีมูลค่าราคาเป็นล้าน ส่งออกได้อีกต่างหาก ไปอยู่ที่แอลเอก็เยอะ มีศูนย์พระเครื่องมีเซียนไปนั่งดู มีใบรับรอง เขาเรียกเซอร์..เซอทีฟิเกทออกโดยสถาบันแบบนี้ แล้วก็เป็นที่เชื่อถือ ค่าออกเซอร์ก็คิดตามราคาพระ”

เบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไรไม่แจ้ง แต่ตั้งแต่เริ่มเข้าห้องเรียนบรรดากรมการสถาบัน ซึ่งเป็นระดับเซียน ก็เชิญ ดร.โกร่งเข้าไปเป็นที่ปรึกษาเสียแล้ว

“(หัวเราะ) ก็เอา เราจะมีเพื่อนมากขึ้นในวงการ วงการนี้อย่าไปดูถูก ลูกค้าเขาเศรษฐีทั้งนั้น ไปนั่งฟังเล็กเชอร์สนุกดี แต่ละสังคมก็มีอะไรแปลกๆ ทั้งนั้น

ที่เมืองจีนก็มีหลวงพ่อเหมา คนจีนห้อยรูปเหมาในฐานะเป็นหลวงพ่อ แต่เหมาแอนตี้เรื่องอย่างนี้ในทางเดียวกันเรามีลัทธิบูชาเสด็จพ่อ ร.5 เกิดขึ้นมาอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ผมว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นเรื่องอะไรที่ทำให้เรามีความสุข เรื่องต่างๆ ที่ผมไม่เคยคิดว่าเขางมงาย

อย่างที่บอก หลายคนมีพระเครื่องดีๆ แพงๆ เขาไปเก็บไว้ในตู้เซฟธนาคาร ไม่ได้เอามาแขวน อยากดูก็ไปไขเซฟเอามา (หัวเราะ) แล้วก็ไม่เชิงว่าเขางมงาย ไม่ใช่เอามาห้อย ยังไงก็ไม่ทราบ”

 

ลึกเข้าไปในวงการพระเครื่องมากเข้า เลือดนักคิดนักวิชาการก็พุ่งแรง เสนอเปรี้ยงเข้าไปในกลางวง “เซียนพระ” ที่ซื้อ – เช่า – แลกเปลี่ยนกันในระบบดั้งเดิมมานาน

“เราพูดกับเขาว่า เราอยากเห็นวงการมีมาตรฐานซะที คือว่าเป็นไปตามกลไกตลาด เป็นไปตามมาตรฐานเราไม่ว่า แต่ไม่ใช่ใครพลาดมาถูกปั่น ผมว่า มันบาปนะ ทำอย่างไรถึงจะออร์แกนไนซ์กันขึ้นมา แล้วทำสถาบันที่มันเชื่อถือกันขึ้นมา

ท่านทั้งหลายก็ไม่ได้ห่วงแล้วเรื่องเงินทอง มีกันคนละร้อยสองร้อยล้านกันทั้งนั้น มีมากกว่าผมเยอะแยะ แล้วอายุก็เลย 55 – 60 กันทั้งนั้น บรรดาท่านผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายผ่าน อดีตโชกโชน ว่าได้กันมาอย่างไร ร่ำรวยกันมาอย่างไร ก็ลืมไปเสีย”

“อยากจะให้มันมีมาตรฐานขึ้นมา เหมือนกับมาตรฐานของเพชรของพลอย ว่ามีสถาบันหรือกลุ่มคณะผู้เชี่ยวชาญว่าผ่านอันนี้แล้วเป็นที่เชื่อถือได้ ส่วนสนนราคาเป็นเรื่องของความพอใจ อาจจะมีมาตรฐานก็ได้ไม่มีก็ได้ แต่น่าจะรู้ราคากลาง”

“ของอย่างนี้มันอยู่ที่ความรักความเชื่อ ของอย่างเดียวกันให้ฟรี เอาไปวางไว้บนหิ้งไม่สน บางคนต้อง เก็บเงิน ยอมเก็บแล้วไปเช่า ทำอย่างไรให้มันมีมาตรฐาน พระเครื่องไทยเดี๋ยวนี้แพร่ไปถึงต่างประเทศ ถึงสิงคโปร์ ฮ่องกง ถึงสหรัฐ คนเหล่านั้นย่อมไม่มีฐานที่จะดูเป็น”

“อันนี้อาจจะรวมถึงของเก่าเรื่องแอนทิค อะไรต่อมิอะไร อย่างเหรียญเก่า เหรียญที่ระลึก มันดีแล้วทีพวกนี้มีราคาขึ้นมา ถ้าไม่มีราคาคนก็ทิ้ง ในที่สุดก็สูญหายไปการที่มีค่าขึ้นมาก็จะทำให้คนรักษาหวงแหน มรดกตกทอดไปยังคนรุ่นหลัง”

“อยากให้มีมาตรฐาน ใครอยากลงทะเบียนไว้ก็มา แต่ไม่ใช่เป็นราชการ ต้องเป็นเอกชน เป็นประชาชน เป็นองค์กรประชาชนก่อตั้งกันขึ้นมา เราอาจจะมีตลาดกลาง ซึ่งเป็น เซ็กคั่นดารี มาร์เก็ต ซ้อขายกันอย่างเปิดเผย

อย่างท่าพระจันทร์มันไม่ได้เปิดเผยเป็นการตกลงกันสองคน น่าจะมีการเอามาโชว์ และมีการประมูลกันอย่างเปิดเผยราคา

ผู้ที่มีของดีก็จะได้ยุติธรรม อยากได้มากก็จ่ายมาก มันก็ยุติธรรมกับคนที่มีของและซื้อของ และของดีๆ ที่สวยๆ แพงๆ ก็จะได้รู้ว่าอยู่ที่ไหน เสนอไป แล้วเขาก็บอกว่าจะกลับไปคิด เขาไม่เคยคิดกัน”

“คือทำให้มันเป็นเรื่องเป็นราวเลย มีหลักมีเกณฑ์ ใครขาดสภาพคล่องก็มาที่นี่ได้ แล้วก็ไม่โดนเอารัดเอาเปรียบ”

ถาม ดร.โกร่ง ไปว่า ถ้าเขาตั้ง ตลาดรองพระเครื่องกันขึ้นมาจริงๆ ล่ะ จะเป็นผู้จัดการตลาดอีกสักตำแหน่งไหม

“เราชอบคิด ผมไม่เป็นแน่ ผู้จัดการตลาดรองพระเครื่อง (หัวเราะ)

แต่ถ้ามันทำได้ล่ะ ดีไหม?”

ถามใจเซียนพระเครื่องเมืองไทยดูก็แล้วกัน – ถ้าวันหนึ่งมีตลาดรองพระเครื่องขึ้นมาจริงๆ

ก็ความคิดของ “เซียนโกร่ง” คนนี้แน่นอน

* * * * *

นำมาจาก นสพ.มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2541
ได้รับอนุญาติจากกองบก. มติชนแล้ว


OCCULT THAILAND                  ????????????
กลับหน้าหลัก

หากมีข้อแนะนำ หรือ พบข้อผิดพลาดประการใด กรุณาแจ้งที่นี่