Make your own free website on Tripod.com

ทีมข่าวการเมือง

 

กุศโลบายว่าด้วย

"เปรต" มีจริง..ไม่เป็นจริง?

เบิกโลกเปิดมิติ "เปรต" จนได้! ดร.สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะ กองบรรณาธิการ นิตยสารข่าว รายสัปดาห์ "อาทิตย์" ภายใต้การนำพิสูจน์ โดยพระอาจารย์กู้ ผู้ขมังเวทย์ และแก่กล้าด้วยญาณวิเศษ

หลังจากที่คลั่งไคล้ใหลหลง เรื่องของจิตวิญญาณ อยู่นานพอควร

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเชื่ออย่างแรงกล้า เรื่องเปรตนี้ด้วย

เชื่อจนกระทั่งวันนี้ วันที่ทุกอย่างเริ่มเปิดเผยตัวตน ออกมาแล้วว่า "เปรตปลอม" หรืออาจเรียกได้ว่า "ขบวนการเปรตต้มคนจนเปื่อย!...

แต่ ดร.สุวินัย ก็ยังเชื่อ และพร้อมที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นเรื่องจริง มีจริง เพียงแต่ขอเวลาให้สังคมสงบนิ่ง และพร้อมที่จะเปิดรับความจริง เมื่อนั้นอาจารย์กู้ จะปรากฏตัว และนำพาชาวพุทธ สู่ความสว่างในดวงตา... อะไรขนาดนั้นเลยทีเดียว!

กุศโลบาย "เปรต" คิดดี แต่พลาด!

การนำเสนอเรื่องปก "เปรตมีจริง" พิสูจน์โดย กอง บ.ก."อาทิตย์"..นักการเมืองชั่ว เศรษฐีขี้ฉ้อ คนบาป... ตีพิมพ์ฉบับที่ 1112 : 9 - 15 เมษายน 2543 นับเป็นกุศโลบาย อย่างหนึ่งที่ กอง บ.ก.อาทิตย์ พยายามที่จะหยิบยกขึ้นมา เพื่อให้คนเชื่อเรื่องบาปกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักการเมือง บรรดาผู้รากมากดี คนมีเงินทั้งหลาย ที่ได้มาจากการโกงกินเขามา พึ่งต้องระวังจะเป็น "เปรต" ในภูมิภูตผี

นับเป็นแนวความคิดที่ดี ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความเหลวแหลกโสมมของกลุ่มผู้นำทางการเมือง ที่มุ่งแต่จะหาผลประโยชน์ โกงกินงบประมาณแผ่นดิน ไม่เหลียวแลทุกข์เข็ญของประชาชน!

แต่ทว่า นับเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ด้วยเช่นเดียวกัน ที่ดันไปพิสูจน์ "เปรตมีจริง!"

เอามายันพร้อมแพร่ภาพลักษณ์ "ตัวเป็นๆ" ออกมา ทั้งที่จากเดิมนั้น "เปรต" มีอยู่แต่ในไตยภูมิกถา ของพระยาลิไท (พระราชนิพนธ์ของพระยาลิไท)

ทำให้แยกไม่ออกระหว่างกุศโลบายที่ต้องการนำเสนอ เพื่อให้ผู้คนในสังคมตระหนักถึง ชั่ว-ดี บาป-บุญที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน รวมทั้งกระตุ้นเตือนให้เหล่าบรรดานักการเมืองชั่ว ได้ตื่นกลัวขึ้นมาบ้าง

หรือว่า เรื่องจริง! ที่ชวนให้คนปักใจเชื่ออย่างวิทยาศาสตร์ สัมผัสได้ด้วยสายตา จากอฐิษฐานจิตของพระอาจารย์กู้ พระธุดงค์ผู้เปิดมิติเพื่อให้เห็น "กระดูก เนื้อ หนัง" (ข้ออ้างที่ว่า..ทำไมเปรตจึงรูปร่างเหมือนคน?) ความเป็นเปรตได้!

จึงทำดีไม่ดี.. กลายเป็นดาบสองคมขึ้นมา!

ยิ่ง ดร.สุวินัย ยืนยันความเชื่ออย่างแรงกล้าอยู่จนวันนี้ ว่าสิ่งที่ตนได้พบได้เห็นมานั้น เป็นเปรตตัวจริง ก็ยิ่งเป็นบ่วงรัดตัวเองให้แน่นขึ้น จนไม่มีทางออก นอกเสียจากว่าจะสามารถนำพระอาจารย์กู้ออกมาพิสูจน์ให้คนทั้งสังคมเห็น "เปรต" พร้อมๆ กัน อย่างที่สังคมเรียกร้องต้องการอยู่ในเวลานี้...

ส่วนที่เห็นว่าเป็นกุศโลบายโดยแท้ก็คือ จากกรอบในเรื่องที่ "อาทิตย์" ภายใต้ความเชื่อของ ดร.สุวินัย ย้ำว่าเปรตมีจริงนั้น พูดถึง "นักการเมืองชั่ว-เศรษฐีขี้ฉ้อ-คนบาป" ให้ระวัง! ว่า...

สิ่งที่ "อาทิตย์" นำเสนอเรื่องและรูป "เปรต" นั้น ท่านจะเชื่อหรือไม่ คงแล้วแต่วิจารณญาณของท่านเอง แต่ถ้าหาก "เปรตมีจริง" บุคคลต่อไปนี้พึงระวัง

คัมภีร์ไตรภูมิกถา พระราชนิพนธ์ของพระยาลิไท ในสมัยกรุงสุโขทัย กล่าวถึงผู้ที่กระทำบาปที่จะต้องตายไปแล้วจุติใน "เปรตภูมิ" ว่ามี ดังนี้

1.คนที่ทำบาปกับพระสงฆ์ เช่น ฉ้อโกงเอาทรัพย์สินของสงฆ์มาไว้เป็นของตน ติเตียนและยุยงให้พระสงฆ์ผิดใจกัน คำกล่าวขวัญติเตียน ด่าว่า ครูบาอาจารย์และพระสงฆ์ ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ด้วยของเหลือเดน ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ด้วยเนื้อสัตว์มีเล็บและไม่มีเล็บ ซึ่งบัญญัติในพระวินัยไว้ว่า มิให้พระสงฆ์ฉัน ด่าและสบประมาทพระสงฆ์ กล่าวเท็จต่อพระสงฆ์ และผู้เฒ่าผู้แก่

2.คนตระหนี่ ขี้เหนียว ขี้ฉ้อ เช่น ริษยาคนมั่งมี ดูถูกคนยากไร้ ล่อลวงเอาทรัพย์สินผู้อื่นมาเป็นของตน ตระหนี่ไม่ยอมให้ทาน และยังห้ามปรามผู้อื่นไม่ให้ทำทานด้วย ปลอมปนข้าวลีบในข้าวดีแล้วหลอกขาย ไม่ยอมให้ข้าวเป็นทาน โดยโกหกว่าหาข้าวไม่ได้ และยังสบถอีกว่าไม่ได้โกหก ลักเนื้อของผู้อื่นมากิน แล้วยังปฏิเสธ และยังสบถอีกว่าไม่ได้ลัก

3.ให้ยาแก่ผู้หญิงมีครรภ์กินเพื่อให้แท้งลูก (หมอทำแท้ง)

4.ทำร้ายทุบตีพ่อแม่

5.โกรธเคืองและแช่งด่าสามีที่ทำบุญแก่พระสงฆ์

6.กลางวันเป็นพรานล่าเนื้อ กลางคืนจำศีล

7.เผาป่าทำให้สัตว์ถูกไฟไหม้ตาย (พวกลอบเผาป่า)

8.ข่มเหงคนเข็ญใจ

9.เป็นนายเมืองตัดสินความไม่เที่ยงธรรมและชอบกินสินจ้าง (นักการเมือง และข้าราชการคอรัปชั่น)

ดังปรากฏในคัมภีร์ ดังนี้

""เปรตจำพวกหนึ่ง ตัวใหญ่เท่าภูเขา มีขนยาวแหลมมาก เล็บตีน เล็บมือใหญ่ เล็บนั้นคมดังมีดกรีดและหอกดาบ เมื่อเล็บมือ เล็บตีน และขนของเขากระทบกันเมื่อใด จะเกิดเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า เกิดเป็นไฟลุกไหม้ตนเองและบาดตัว เหมือนดังขวานฟ้าผ่าตนเองทุกแห่ง เปรตฝูงนี้ในชาติก่อนเกิดเป็นนายเมืองและตัดสินความโดยไม่ชอบธรรม เห็นแก่สินบน ไม่วางตัวเป็นกลาง คนถูกว่าผิด คนผิดว่าถูก

เพราะบาปกรรมดังกล่าวตัดสิน เมื่อตายไปจึงเกิดเป็นเปรต มีตัวใหญ่เท่าภูเขา มีขน มีเล็บตีน เล็บมือใหญ่ยาว...

นี่คือความพยายามที่ "อาทิตย์" ต้องการนำเสนอ!

หาได้จงใจที่จะปลุกปั้นตัวเองขึ้นมาเป็นคนลวงโลก อย่างที่สื่อมวลชนกำลังพิพากษาอยู่ในขณะนี้!?

"สุวินัย" ต้องเหนื่อยอีกนาน

การเปิดแถลงข่าวของ ดร.สุวินัย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่แถลงเสียก็ยิ่งจะดีกว่า!

เพราะ แทนที่จะแสดงจุดยืนว่า การนำเสนอเรื่องเปรตมีจริงนั้น เป็นเพียงกุศโลบายของ "อาทิตย์" ที่ต้องการให้สังคมตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการทำความดี ความชั่ว ตายแล้วไปไหนเท่านั้น ส่วนความเชื่อเป็นเรื่องของส่วนบุคคล และความพยายามพิสูจน์ ก็เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่มีผู้กล่าวอ้างว่ามีปรากฏการณ์จริงเกิดขึ้นแล้วด้วย เท่านั้น

แต่นี่ไม่ใช่!

ดร.สุวินัย พยายามที่จะอธิบายเพียงว่า คณะพิสูจน์เปรตว่ามีจริงของตน เป็นคนละคณะกับของ พ.อ.น.พ.พงศักดิ์ ตั้งคณา เท่านั้น จึงไม่ต้องการให้สื่อมวลชนนำมาโยงเข้าด้วยกัน เพราะคณะของพ.อ.น.พ.พงศักดิ์ ถูกแฉว่า เป็น "เปรตปลอม" โดยวิดีโอคุณภาพสูงตกแต่งขึ้นมา และพ.อ.น.พ.พงศักดิ์ก็ชี้ให้เห็นพิรุธของขบวนการพิสูจน์เปรตหลายอย่าง จนน่าเชื่อว่า มีขบวนการหลอกลวงเกิดขึ้น...

ทว่า เรื่องเปรตมีจริง ดร.สุวินัย ปักใจเชื่ออย่างมั่นคง เชื่อในสายตาตัวเอง และยังทุ่มเทอธิบายอำนาจเหนือมนุษย์ ปาฏิหาริย์แห่งการเข้าญาณสมาธิ รวมถึงการปลุกเสกดินเป็นพระได้อย่างเหลือเชื่อของพระอาจารย์กู้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เห็นเปรตตัวเป็นๆ ได้

""สังคมไม่ควรทำร้ายคนดี และความจริงไม่ควรถูกฆ่าด้วยวิธีที่คุณเขียนบทไว้แล้ว เพราะว่าคุณไม่เชื่อ เพราะคุณไม่ได้สืบถามว่า ความจริงเป็นอย่างไร"" เป็นความเดือดเนื้อร้อนใจอย่างมากของ ดร.สุวินัย หลังจากที่ถูกสื่อมวลชนเขียนโจมตี

ส่วนที่พูดถึงความมั่นใจในตัวพระอาจารย์กู้...

""ผมมั่นใจมาก เพราะเท่าที่ผมเห็น ท่านไม่นอนตอนกลางคืน ท่านไม่ประจำวัดไหน ท่านจะยืนตามต้นไม้ หลักฐานที่ชัดเจนก็คือ ลูกสาวของลูกศิษย์ผมเกิดมาเป็นโรคกระดูกคด หมอบอกว่ารักษาด้วยวิธีปกติไม่หาย ถ้าผ่าต้องใช้เงินสูงมาก ท่านก็รักษาด้วยจิตอธิษฐาน เหตุการณ์ตอนนั้นนายแพทย์พงศักดิ์ ตั้งคณา ก็อยู่ด้วย มีคนถ่ายรูปเยอะแยะไปหมด พอวันรุ่งขึ้นไปเอกซเรย์ดู คุณหมอบอกว่า จาก 34 องศา เหลือประมาณ 30 องศา ไม่ต้องผ่าตัด อาการดีขึ้น ซึ่งทางการแพทย์ทำไม่ได้...""

ดร.สุวินัย กล่าวว่า ตอนนี้ไม่สามารถติดต่ออาจารย์ได้ รอแต่ว่าอาจารย์จะติดต่อมาเท่านั้น

""ผมไม่สามารถติดต่อได้ เพราะท่านบอกว่าจะมาช่วยผมในการเผยแพร่ธรรมะ และท่านบอกอีกว่า ท่านใกล้จะไปแล้ว ผมเคยตั้งจิตอธิษฐานครั้งหนึ่งว่าอยากจะเจอท่าน เพราะท่านถูกใส่ร้ายมาโดยตลอด เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ในอดีตท่านเคยสร้างวัด (ที่กาญจนบุรี) แล้วมีคนในวัดโกงเงินวัด เอาสีกามีอายุแล้วมาอ้างเป็นเมียท่าน ทำให้ท่านต้องสึก และเงินในวัดหายไป 10 ล้านบาท ทำให้ท่านตั้งปฏิญาณว่าจะไม่อยู่ในวัดอีกต่อไป...

""ผมเจอท่านด้วยการอธิษฐานจิตเท่านั้น แล้วท่านก็ออกมาโปรดสัตว์ เพราะผมได้อธิษฐานไว้ ท่านคงไม่มาอีกแล้ว คุณต้องเข้าใจว่า พระที่คุณทำข่าวส่วนใหญ่จะอยู่ประจำวัด แต่ท่านไม่ ผมไม่เคยเห็นท่านถือเงินเกินบาทเลย ท่านไม่หลับไม่นอน แต่ท่านจะไปหาสมุนไพรช่วยรักษาพยาบาลให้คนใกล้ตาย และอยู่เหนือคนธรรมดา ไม่ได้หลับได้นอน ส่วนใหญ่ท่านจะแวะมาหาผมตอนตีสอง...

""ผมไปที่นั่นประมาณ 7 ครั้ง เหตุการณ์จะซ้ำกันทุกครั้ง คืออย่างนี้ ทางหลวงพ่อมีความสามารถเหมือน "เห้งเจีย" สามารถแปลงร่างได้ คือเป็นคนหน้าตาเหมือนท่าน แต่จิตใจข้างในไม่ใช่ เป็นจิตเทพารักษ์ที่ดูแลบริเวณนั้นอยู่ ส่วนสัมภเวสี นี่วันที่ 1 เมษายน ผมเพิ่งได้เห็น น่ากลัวมาก เป็นคนถูกล่ามโซ่อยู่ น่าสยดสยองมาก สักพักก็หายไป ผมกลัวมาก มนุษย์ต้องเป็นอย่างนี้เหรอถ้าตายไปแล้ว แต่ผมไม่เห็นหน้าตา เพราะมันอยู่ไกล แต่รู้ว่าเป็นผมรุงรัง และถูกล่ามโซ่ ธรรมดาแล้วเราไม่สามารถเห็นมิติอย่างนี้ได้ แต่ท่านมีความสามารถในการเปิดมิติอย่างนี้ได้ แต่ท่านก็มีความสามารถในการเปิดมิติ เนื่องจากท่านได้ฌานแล้ว เพราะฉะนั้น ภาพที่เห็นด้วยตา จึงไม่สามารถรับได้ แต่เรามองเห็นด้วยสมาธิ...

""ผมเอาข้อเท็จจริงทั้งหมดมาเปิดเผยแล้ว เอาผมไปเข้าเครื่องจับเท็จก็ได้ ว่าเหตุการณ์นี้มันเป็นอย่างไร บุคคลที่เกี่ยวข้องยืนยันได้ ถ้าสังคมเปิดใจรับ ผมจะพามาเปิดตัวทีละคน สุดท้ายแล้วก็จะเปิดพระอาจารย์กู้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ต้องรอให้สงบก่อน เพราะท่านโทร.มาบอกผม ผมติดต่อท่านไม่ได้""

เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่เอาอาจารย์กู้มาพิสูจน์ให้เห็นกันเลย ดร.สุวินัย กล่าวว่า เหตุการณ์อย่างนี้ต้องเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งแน่ เพียงแต่ตอนนี้ตนอยากให้สังคมใจเย็นๆ และคอยรับข่าวสารอีกด้านหนึ่งที่สื่อไม่ได้เสนอ จะได้รู้ความจริงคืออะไร

""ถ้าเราเสนอว่าท่านเป็นคนลวงโลก ท่านจะไม่ปรากฏตัวอีกแน่นอน เพราะท่านเป็นอิสระ ถ้าสังคมไทยคิดว่าพลังจิตมีจริง ท่านจะปรากฏตัวเพื่อมาพิสูจน์ว่าคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นจริงทั้งสิ้น ท่านไม่มีเป้าหมายแอบแฝงในเรื่องเงินทอง ลูกศิษย์ท่านก็รวยทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องมาขายเทปวิดีโอ...

นอกจากนี้ ดร.สุวินัยยังยืนยันถึงเรื่องเปรตที่เห็นว่า คณะของตนได้ภาพผีเปรต และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คล้ายกับคณะถ่ายวิดีโอของพ.อ.น.พ.พงศักดิ์ ตั้งคณา โดยมีหลวงพ่อคนเดียวกันนำไปยังสถานที่เดียวกัน

""มันเหลือเชื่อก็จริง ผมเข้าใจสื่อนะ ผมจึงไม่กล้าเขียนไงครับ ผมมีข้อมูลมากกว่านี้อีก แต่ผมก็ไม่สามารถลงได้ ที่ลงได้คือรูปนี้เท่านั้น และรูปนี้ก็คือรูปที่ดูแล้วเราคัดค้านไม่ได้ เปรตตนนี้ส่วนสูง 3.5 เมตร แน่นอน เพราะว่าป้ายที่เห็นประมาณ 3 เมตร เรื่องนี้ผมต้องอยู่ในเหตุการณ์ คือถ้าเป็นแค่อ้าง ผมไม่กล้าเขียน เพราะผมกลัวตกเป็นเครื่องมือของผู้ต้องการชื่อเสียง...

""เปรตของผมมี 3 ตัว ของ พ.อ.น.พ.พงศักดิ์ มี 2 ตัว ของอาจารย์พงศักดิ์มีกางเกงใส่ แต่ของผมไม่มีกางเกงใส่ ตัวจะเล็กหน่อย แต่อัณฑะโตมาก มีผ้าปิดกันอุจาด ตูดจะห้อยนิดหน่อย แต่ภาพบางภาพเราไม่เปิดเผย เพราะคนจะคิดว่าเป็นการจัดฉาก ถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นก็จะรู้ว่าไม่ใช่การจัดฉาก เพราะเมื่อส่องไฟทีหนึ่งก็จะหายไป แต่ผมไม่สามารถยืนยันคุณได้ เพราะถ้าผมเอามาแค่รูป คุณก็จะหาว่าจัดฉาก""

สรุปแล้ว ไม่รู้ว่า ดร.สุวินัย ต้องการจะใช้กุศโลบายบุญทำกรรมแต่งของคน มานำเสนอ เพื่อให้เป็นผลดีในทางสังคม และให้คนชั่วได้ตื่นกลัว หรือว่าต้องการนำเสนอเรื่อง "เปรต" จริงๆ เพราะการผูกโยงอย่างเหนียวแน่นกับความเชื่อในอำนาจปาฏิหาริย์ของพระอาจารย์กู้ ว่าทำได้จริง ก็เท่ากับยืนยันว่ามีเปรตจริงๆ ไม่ใช่กุศโลบายอย่างแน่นอน

อย่างนี้ต้องบอกว่ายิ่งดิ้นยิ่งรัดตัวเข้าไปใหญ่ ไม่มีหลุดพ้นจากคำพิพากษาของสังคมแน่!!

*************************************

 

สนธิญาณ + สุวินัย = อาทิตย์ฉบับจิตวิญญาณ

ชื่อ สนธิญาณ หนูแก้ว ปรากฏอยู่ในลำดับต้นๆ ของนักสื่อสารมวลชน เมื่อเขาก่อตั้งบริษัท ไอเอ็นเอ็น จำกัด และทำวิทยุคลื่นร่วมด้วยช่วยกัน จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ของคนเมืองหลวง

ราวปี 2540 สนธิญาณมีโอกาสได้บวช ในวัดป่าแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุดรธานี ทำให้ได้ขยับเข้าใกล้ชิดธรรมมากขึ้น กระทั่งได้อ่านหนังสือ "สมาธิหมุน", "ริ้วรอยเทวดา", "บูรพาไม่แพ้" ของ ดร.สุวินัย จึงสนใจยกจิตวิญญาณ ด้วยความเชื่อที่ว่า หากทำให้คนตระหนักในบาปบุญคุณโทษได้ สังคมถึงจะไปรอด

เมื่อนำความคิดในเรื่องจิตวิญญาณไปพูดคุยกับ บุญชัย เบญจรงคกุล นายใหญ่ค่ายยูคอมแล้ว ก็เกิดแนวคิด ในการทำหนังสือ เพื่อสื่อถึงเรื่องจิตวิญญาณ จึงเป็นที่มาของการปฏิวัตินิตยสาร "อาทิตย์" ยุคที่ 3 โดยบุญชัยเป็นผู้ลงทุนจัดตั้งบริษัทขึ้นมา ผลิตนิตยสารอาทิตย์ยุคใหม่

บุญชัยมอบหมายให้สนธิญาณ เป็นกรรมการอำนวยการ และเชื้อเชิญให้ ดร.สุวินัย ภรณวลัย มาเป็นบรรณาธิการอำนวยการ

ส่วนประวัติโดยย่อของ สุวินัย ภรณวลัย เกิดที่กรุงเทพฯ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ต่อมาได้รับทุนญี่ปุ่นไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นจนจบปริญญาเอกในด้านเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกเหนือไปจากการเป็นนักคิด นักเขียน ครูมวย และผู้สืบค้นด้านจิตวิญญาณ

ผลงาน

พ.ศ.2533 "มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า"

พ.ศ.2535 "ความรัก กับ จอมยุทธ์"

พ.ศ.2536 "ปรัชญาอภิมนุษย์"

พ.ศ.2537 "วิธีมังกร", "การอภิวัฒน์ริเอ็นจิเนียริ่ง", "ทุนนิยมฟองสบู่", "มองอย่างตะวันออก 1, 2"

พ.ศ.2538 "มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์"

พ.ศ.2539 "เค็นอิจิโร่"

พ.ศ.2540 สมาธิหมุนตีพิมพ์เป็นครั้งแรก ตามมาด้วยหนังสือแนวจิตวิญญาณอื่นๆ อีกร่วมสิบเล่มหลังจากที่ฟอสบู่แตกไปแล้ว

พ.ศ.2541 "ริ้วรอยเทพยดา", "มังกรลั่นกลองรบ"

พ.ศ.2542 "บูรพาไม่แพ้", "นักรบแห่งแสงสว่าง"

พ.ศ.2543 งานเขียนชุด "มังกรบูรพา"

ความเคลื่อนไหว

- เข้าร่วมในเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ"

- เปิดคอลัมน์ "มองอย่างตะวันออก" ใน นสพ.ผู้จัดการ

- เป็นผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนอานันท์

- ช่วยเหลือ คุณฉลาด วรฉัตร กรณีเรียกร้องปฏิรูปการเมือง

- เปิดคอลัมน์ "วิถีบูรพา" ใน "กรุงเทพธุรกิจ"

- ก่อตั้งสำนักยุทธธรรม 1

- เริ่มสืบเสาะ มังกรจักรวาล "สมาธิหมุน"

- เดินทางไปอินเดียครั้งแรกกับกลุ่มราชาโยคะ

- เริ่มเขียน คัมภีร์มังกรวัชระ, เทพอวตาร, ครรลองโยคะ

- เขียน คุรุมังกร

- เดินทางไปอินเดียเพื่อพบท่านสัตยาไสบาบา

- กราบเป็น "ศิษย์" หลวงปู่พุทธอิสระ

- ประกาศตั้ง ชมรมมังกรธรรม (20 ธ.ค.)

- พบ อ.แอ๊ด "บูรพาไม่แพ้" และได้เป็นศิษย์เรียนวิชาสมาธิฤาษี และธาตุกายสิทธิ์ (มีนา)

- พบเจอประสบการณ์เร้นลับทางวิญญาณมากมาย ในพิธีเพ่งกระทงอธิษฐานจิต การเจาะมิติเชิญแก้วกายสิทธิ์, นั่งสมาธิกับงูเห่า ฯลฯ

- พบกับ "คุรุมหาเทพ" (เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์) (21 พ.ค.)

- ทำพิธีเพ่งพีระมิดให้เปล่งแสงเพื่อสกัดหายนะโลก

- ทำพิธีกราบเป็น "ศิษย์" ขอ "เสด็จเตี่ย" ที่ศาลกรมหลวงชุมพรฯที่สัตหีบ (2 ต.ค.)

- ประกาศตั้งสำนักมังกรธรรม (สำนักปิด)

- ได้รับการถ่ายทอดวิชาลมปราณชั้นสูงโดยเซียนจากประเทศจีน

- ยุติสำนักยุทธธรรม 1 และยุติบทบาทของชมรมมังกรธรรม

- ร่วมกับ "สนธิญาณ หนูแก้ว" ในการฟื้นนิตยสาร "อาทิตย์" รายสัปดาห์

- เดินทางไปพบท่านสัตยาไสบาบา เป็นครั้งที่ 2

- เตรียมเปิดสำนักยุทธธรรม 2 เพื่อฝึกฝนวิชามวยให้กับเยาวชน (เน้นเยาวชนคนหนุ่ม-สาว)

- ใช้ นิตยสาร "อาทิตย์" เป็นศูนย์กลางการรวบรวมผู้มีธรรมะในหัวใจ เพื่อกอบกู้ประเทศทั้งใดด้านสังคม และจิตวิญญาณ ตามการดลใจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกคนที่คิดกอบกู้ประเทศนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ